เณรคำโผล่แล้ว





ในบทความ "เณรคำตายแล้ว"  ผมได้ชี้ให้เห็นสันดานและพฤติกรรมที่ถูกต้องตรงเผงเลย ดังนี้

สันดานของสมีเณรคำนั้น เป็นคนอยากดัง  ความอยากดังจึงเป็นชนวนให้ดับ เพราะ นั่งเครื่องบินไปอวดชาวบ้านไปเรื่อย

การที่มีเรื่องเป็นข่าวอื้อฉาวขึ้นมาระดับโลก แต่ไม่เคยปรากฏ "เสียง" หรือ "ภาพ" ของเณรคำด้วยตัวของเณรคำเลย 

จึงทำให้ผมแปลกใจมาก เพราะ ผิดไปจากพฤติกรรมจริงๆ ของเณรคำ

ผมก็เลยเขียนบทความแบบโยนหินถามทางไปว่า เณรคำถูกเก็บแบบตาย กับถูกเก็บแบบไม่ให้ออกไปไหน  ดังข้อความด้านล่าง

ตายในทางสังคม

ประเด็นนี้ ผมว่าตอนนี้ สมีเณรคำน่าจะเข้ามากบดานในเมืองไทยแล้ว โดยใช้อำนาจเส้นสายของผู้มีอำนาจ ที่ค้ายาเสพติดด้วยกัน

การกบดานครั้งนี้ ห้ามออกไปไหนอย่างเด็ดขาด  ถ้ามึงออกนอกบริเวณ “มึงตาย” ทำนองนั้น

แต่ผมก็ฟันธง "ผิด" ไปถนัดที่ว่า คิดว่าเณรคำกบดานในเมืองไทย  ปรากฏว่า "เณรคำเสือกกบดานอยู่ในอเมริกา"  และกบดานได้นานกว่าที่ผมคิดไว้

อันที่จริง เณรคำไม่ได้กบดานสนิทอะไร แต่มันก็ออกมาแรดบ่อย ตามสันดานของมัน แต่ไม่มีใครเห็นและไม่เป็นข่าวเท่านั้น

แต่สันดานก็คือสันดาน  เณรคำถึงอย่างไรเสียก็ต้องโผล่ออกมาจนได้

เรื่องนี้ มีเรื่องที่จะต้องวิเคราะห์เจาะลึกกัน ดังนี้

1- ข่าวปล่อยของเณรคำมีประสิทธิภาพสูงมาก เกินกว่าที่มันสมองของเณรคำจะทำได้อย่างนั้น

เณรคำเป็นคนโง่สุดๆ คนหนึ่งของเมืองไทย เข้าข่ายสมองหมา ปัญญาควายแบบสุดๆ 

การที่เณรคำสามารถ "ปล่อยข่าว" จนหน่วยงานของรัฐในประเทศไทย หมดสภาพไปเลยนั้น จะต้องมี "กุนซือ" ที่เก่งมากเลยทีเดียว

ข่าวที่ปล่อยออกมานั้น เณรคำออกจากอเมริกาแล้ว และสุดท้ายเลยก็คือ เณรคำหนีไปลาว  แต่จากข่าวที่ออกสุดท้ายนี้ ดูเหมือนกับว่า เณรคำไม่เคยออกจากอเมริกาเลย

2- ขีดความสามารถการทำงานของหน่วยงานของรัฐในประเด็นสมีเณรคำ

วันที่ 16 นายสมชาย สุรชาตรี โฆษกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เปิดเผยว่า กรณี นายวีรพล สุขผล หรืออดีตหลวงปู่เณรคำ ไปปรากฏตัวในงานกฐินของวัดในสหรัฐอเมริกานั้น พศ.ไม่ได้รับรายงานว่านายวีรพลอยู่ที่สหรัฐ

ซึ่งตามกระบวนการของสงฆ์นั้น ถือว่านายวีรพลสิ้นสุดจากความเป็นพระแล้ว เนื่องจากคณะกรรมการสอบสวนอธิกรณ์พระวีรพลในข้อกล่าวหาเสพเมถุน ในปี 2556 มีมติให้อดีตหลวงปู่เณรคำอาบัติปาราชิกขาดจากความเป็นพระภิกษุไปแล้ว

.......

ส่วนการดำเนินการทางกฎหมาย ต้องเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะต้องจับกุมนายวีรพลเนื่องจากมีความผิดหลายกรณี

และกรณีอดีตหลวงปู่เณรคำยังคงแต่งกายเลียนแบบสงฆ์เช่นนี้ ก็ถือว่าหลอกลวงประชาชนอยู่

ที่มา : มติชน
16 พฤศจิกายน 2557

เมื่ออ่านข่าวจากมติชนแล้ว ผมก็เกิดอาการเซ็งในหัวใจ  จากข่าวดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า "เป็นการแก้ตัว"  ทำให้ผมนึกถึงสำนวนไทยที่ว่า

- คนดีชอบแก้ไข คนจัญไรชอบแก้ตัว
- คนชั่วชอบทำลาย คนมักง่ายชอบทิ้ง
- คนจริงชอบทำ คนระยำชอบติ

ในความเป็นจริงที่ปรากฏตามภาพนั้น  สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ถ้ามีประสิทธิภาพจะต้องทำงานได้มากกว่านี้

ในภาพนั้น สมีเณรคำไปปรากฏตัวกับ "พระภิกษุ" รูปอื่นด้วย  แต่คนถ่ายภาพพยายามไม่เน้นพระอื่นๆ ในรูปนั้น 

ถามจริง.. พระภิกษุในภาพไม่รู้หรือไงว่า "จะเอาเณรคำไปอยู่ตรงนั้นไม่ได้" เพราะ เณรคำมันปราชิกไปแล้ว  มันไม่ใช่พระแล้ว

กรณีของเณรคำนั้น  มันหนีคดี ก็ OK อยู่ที่ว่า ทำอะไรกับมันได้ยาก แต่พระรูปอื่นๆ นั้น ต้องจัดการกันได้

3- เถรสมาคม

สิ่งที่น่าผิดหวังอย่างยิ่งก็คือ การทำงานของเถรสมาคม  ดูเหมือนว่า พระที่อยู่ตำแหน่งสูงๆ ของเถรสมาคมนั้น  วันๆ ก็รออยู่ว่า ใครจะมานิมนต์ไปทำอะไรบ้าง

พฤติกรรมของพระเลวๆ ทั้งหลาย  เถรสมาคมไม่เคยคิดที่จะแก้ไข 

4- พระภิกษุ

ในกลุ่มของพุทธบริษัท 4 ที่เหลือ 3 แล้วนั้น กล่าวคือ ภิกษุ อุบาสก อุบาสิกา  กลุ่มที่ทำความฉิบหายวายป่วงให้กับศาสนามากที่สุดในปัจจุบันก็คือ ภิกษุ

ข่าวภิกษุเลวๆ ที่กระทำความชั่วนั้น มีให้ได้พบ ได้เห็น ได้อ่านอยู่ทุกวัน  ในกรณีของเณรคำนี้ พระในรูปภาพนั้น ก็ได้กระทำความเลวไปด้วย

พระในรูปนั้น จะต้องไม่ยอมให้เณรคำเข้าร่วมสังฆกรรมด้วย เพราะ เณรคำไม่ใช่พระ  การที่พระในรูปยอมในเณรคำร่วมสังฆกรรมด้วย ก็เป็นการรับรองว่า เณรคำยังเป็นพระอยู่

บทความนี้ เขียนโดยสมมุติว่า พระทั้งหมดในรูปภาพนั้น เป็นพระไทยนะครับ  เพราะ ถ้าเป็นพระลาว พระเขมร ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง







เณรคำตายแล้ว


ผมเขียนบล็อกเกี่ยวกับสมีเณรคำก็เพราะว่า เห็นมีคนในแวดวงออนไลน์ “เปิดโปง” ความเลวของสมีเณรคำมานานแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้ผลในวงกว้าง คือ ก็รับรู้กันในวงแคบๆ

ไม่รู้ว่าจะเป็นเหตุการณ์ประจวบเหมาะหรือไงไม่ทราบ  พอผมเริ่มด่าสมีเณรคำ ข่าวก็เริ่มโด่งดังและสื่อหลักเข้ามารับเรื่องไป 

ผมก็เลยหมดความสนใจเกี่ยวกับเรื่องสมีเณรคำ

อย่างไรก็ดี  ถึงแม้จะหมดความสนใจกับสมีเณรคำ ผมก็ยังมีเรื่องคาใจอยู่เรื่องหนึ่งคือ ผมไม่ได้ยินเสียงสมีเณรคำเลย หรือไม่เห็นภาพเณรคำในปัจจุบันเลย แม้แต่ครั้งเดียว

ภาพสุดท้ายที่เห็นก็คือ ภาพในประเทศฝรั่งเศส  นอกจากนั้นเป็น “ข่าวปล่อย” ทั้งสิ้น

สุดท้ายเลยก็รู้ว่า “หนีไปลาว”  มีข่าวว่าฝรั่งที่เป็นทนายความจะไปหา  แล้วก็มีข่าวมาว่า DSI ส่งคนเข้าไปล้อมจับ  สมีเณรคำต้องหนีไปพม่าโดยทางเฮลิคอปเตอร์ และตอนนี้ก็ยังอยู่ในพม่า

แต่ในที่สุดก็ยังไม่ได้ยินเสียง และยังไม่เห็นหน้าเณรคำแต่อย่างใด

สันดานของสมีเณรคำนั้น เป็นคนอยากดัง  ความอยากดังจึงเป็นชนวนให้ดับ เพราะ นั่งเครื่องบินไปอวดชาวบ้านไปเรื่อย

ก่อนหน้าที่จะมีกรณีอื้อฉาวสมีเณรคำมีทั้งบล็อก ทั้งเว็บ ทั้งเฟสบุ้ก ทั้งวิดิโอใน you tube  ตอนนี้ทำไม สมีเณรคำไม่เล่นสื่อต่างๆ เหล่านั้นเลย

ผมจึงอยากจะสันนิษฐานว่า “เณรคำตายแล้ว”  ที่ว่าตายแล้วนั้น มี 2 ลักษณะคือ ตายจริงๆ กับ ตายในทางสังคม

ตอนนี้ ขอกล่าวถึงเหตุผลที่ว่า ทำไมผมคิดว่า สมีเณรคำตายแล้ว

สมีเณรคำนั้น ตายเพราะยาเสพติดแน่ๆ   ไม่ใช่ว่า กลุ้มใจและเสพยาเกินขนาด แต่เป็นเพราะ คนที่ร่วมมือค้ายาเสพติดมาก่อน  ไม่อนุญาตให้มีชีวิตต่อไป

สมีเณรคำนั้น อยากจะเข้าเมืองไทยใจจะขาด  แต่ถ้าเข้ามาเมื่อไหร่ สมีเณรคำต้องตายแน่ๆ เพราะ ถ้า DSI จับเณรคำได้  พวกพ้องน้องพี่ที่ค้ายาด้วยกัน มีโอกาสเข้าคุกกันแน่ๆ

แล้วพวกที่ค้ายากับเณรคำนั้น คงไม่ใช่ตาสีตาสาตามประสาบ้านนอก แต่ต้องเป็นคน “มีสี” ในระดับที่ใหญ่พอสมควรเลยทีเดียว

เมื่อรู้สาเหตุของการสันนิษฐานแล้ว ต่อมามาถึงเรื่องการตาย

การตายจริงๆ

การตายจริงๆ ก็คือ สมีเณรคำถูกเก็บไปแล้ว 

ท่านผู้อ่านอาจจะคิดว่า ผมคิดมากไป แต่อย่าลืมว่า ในสังคมไทยนั้น คนเด่นคนดังตายไปแล้ว และหาศพไม่ได้ มีไม่ใช่น้อย

ขอยกตัวอย่าง 2 คน

1) คุณศิรินทร์ทิพย์ ศิริวรรณ
2) คุณสมชาย นีละไพจิตร

ทั้ง 2 ท่านนั้น หายสาบสูญไปเลย

นอกจากนั้นแล้ว ผมได้ “ข่าวลือ” มาว่า เดี๋ยวนี้มียาละลายศพ คือ ฆ่าคนแล้ว ก็เอาน้ำยานี้ละลายศพ ศพก็จะหายไปจริงๆ

ตายในทางสังคม

ประเด็นนี้ ผมว่าตอนนี้ สมีเณรคำน่าจะเข้ามากบดานในเมืองไทยแล้ว โดยใช้อำนาจเส้นสายของผู้มีอำนาจ ที่ค้ายาเสพติดด้วยกัน

การกบดานครั้งนี้ ห้ามออกไปไหนอย่างเด็ดขาด  ถ้ามึงออกนอกบริเวณ “มึงตาย” ทำนองนั้น



เณรคำค้าขนมครก

ในบทความ “เลวกว่าที่คิดไว้  ผมได้บอกไปแล้วว่า ความเลวของสมีนรกเณรคำตัวนี้ ได้รับสิทธิพิเศษในการ “เข้าเซฟ” ซึ่งเป็นกรรมหนักกว่าที่พระเถรวทัตได้รับไม่รู้กี่อสงไขยเท่า

ความเลวของสมีนรกเณรคำได้รับรู้กันมา มันก็พอยอมรับได้แล้ว แต่มันก็ยังไม่สะใจ 

พอได้อ่านข่าว “เณรคำขายขนมครก” จึงถึง “บางอ้อ” ว่า สมีนรกเณรคำตัวนี้ มันสมควรกับการเข้าเซฟจริง

ชื่อข่าวของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการออนไลน์ คือ “แฉเส้นทางไอ้คำค้าขนมนรก อีกหนึ่งความร่ำรวยก่อนเป็นพระดัง

ที่หนังสือพิมพ์เขาเขียนว่า “ไอ้คำค้าขนมนรก” นั้น เพราะ เขากลัวถูกฟ้องหมิ่นประมาท  ผมก็กลัว ผมถึงตั้งชื่อว่า “เณรคำค้าขนมครก

เนื้อหาของข่าวพยายามทำให้สั้นแล้ว ก็มีดังนี้

แฉ “บักคำ” ค้าขนมนรกจนร่ำรวย

ความจริงนั้นไอ้คำ ไม่ได้ร่ำรวยมาจากแรงศรัทธาที่ไอ้คำ หลอกลวงญาติโยม และประชาชน การสร้างภาพนั้นเป็นเพียงส่วนประกอบในการ “ฟอกเงิน” จากการค้า “ขนมนรก” ก็คือยาเสพติดเกือบจะทั้งสิ้น

โดยอุปโลกน์ตัวเลขขึ้นมาว่า มีญาติโยมถวายเงินให้ครั้งละจำนวนมาก จาก 1 ล้านบาท เป็น 10 ล้านบาท จาก 10 ล้านบาท เป็น 100 ล้านบาท มาเป็นภาพลวงตาบังหน้าในการฟอกเงินจากการค้า “ขนมนรก” เท่านั้น

การค้า “ขนมนรก” ของไอ้คำ มันทำมานานแล้ว ก่อนที่มันจะกลายมาเป็นพระดัง พระอริยะเสียอีก


โดยไอ้คำ มันค้าขนมอยู่ 2 ประเภทคือ ขนม “ตราสิงห์เหยียบโลก” กับ “น้ำแข็ง” หรือ “ไอซ์” ส่วน “ขนมเม็ด” นั้นมันไม่ทำ มันจะให้ลูกศิษย์ทำ

เจ้าหน้าที่สำนักงานปราบปรามยาเสพติดสหรัฐอเมริกา (ดีอีเอ) ก็เคยจับตามันอยู่ เช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ของไทย ซึ่งทำอะไรมันไม่ได้

ขนมนรกทั้งหมด ทั้ง “ตราสิงห์เหยียบโลก” กับ “น้ำแข็ง” ฝ่าย พ.ท.ยี่เซ อดีตสมุนคนสำคัญของขุนส่า เป็นฝ่ายจัดหามาให้ โดยลักลอบลำเลียงมาจากทางภาคเหนือของไทย ลงไปยังประเทศเพื่อนบ้านทาง จ.อุบลราชธานี และ จ.มุกดาหาร

ส่วนสาเหตุที่มันไม่ยอมลำเลียงผ่านมาทางภาคเหนือ เพราะเส้นทางนั้น “เจ้าที่มันแรง” มันก็เลยต้องเอามาเข้าเส้นทางนี้ เพราะเส้นทางภาคเหนือเขามีเจ้าที่เดิมเขาอยู่

แฉ “พ.ท.ยี่เซ” จัดหาขนมนรกให้ไอ้คำ

สำหรับการลำเลียงจะทำการเป็นลักษณะล็อตใหญ่ด้วยการซุกมาในท่อนซุง โดยอาจจะใช้วิธีการผ่าไม้ซุงแล้วยัดขนมลงไปแล้วนำมาพักไว้ที่ทางตอนใต้ของประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเมื่อก่อนนั้นจะมีการชักลากไม้ซุงเข้ามาเป็นจำนวนมาก

ทั้งจากประเทศกัมพูชา และลาว แล้วมาผ่านขบวนการด่านศุลกากรเข้ามาทางด้าน จ.อุบลราชธานี และ จ.มุกดาหาร แต่ส่วนใหญ่ไม้ซุงจะเข้าทางด้าน จ.อุบลราชธานี มากกว่า

สำหรับขนมนรก ตราสิงห์เหยียบโลก กับ น้ำแข็ง นี้ ในพื้นที่นี้ไม่นิยมเล่นกันคือไม่มีการค้าร่วม ไม่เหมือนขนมเม็ด แต่ขนมเม็ดผมจะไม่พูด เพราะไอ้คำ มันไม่เล่นขนมเม็ดมันเล่นของใหญ่ ครั้งเดียวรวย

เมื่อไม่พอก็ค้าอีก โดยนำส่งไปยังกลุ่มประเทศละตินอเมริกา ส่วนหนึ่งก็เข้ายุโรป แต่ไปในรูปของไม้ซุงคือ การค้าไม้ โดยจะมีคนระดับเจ้าพ่อใหญ่ทางโน้นคอยรับช่วงต่อ” แหล่งข่าวเผย

หลังร่ำรวยแล้วก็นำเงินมาฟอกเข้าระบบ

พร้อมกับเปิดเผยอีกว่า หลังจากที่ไอ้คำ มันทำจนร่ำรวยแล้ว มาช่วงหลังมันไม่ทำแล้ว เพราะมันอิ่มตัว รวยแล้ว และเมื่อรวยแล้วมันก็เอาเงินจากการค้าขนมนรกนี้เข้าสู่ขบวนการฟอกเงิน

สำหรับขบวนการฟอกเงินนั้นมีหลายรูปแบบ รูปแบบที่เห็นกันอยู่ในขณะนี้ก็คือ รูปแบบการบริจาคเงิน ที่มีการอุปโลกน์ตัวเลขการบริจาคเงินเป็นจำนวนมากๆ แล้วนำเงินเข้าสู่ระบบบัญชีธนาคาร

เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส.และ ปปง.รู้นานแล้ว

ความจริงเรื่องนี้มันฉาวมานานแล้ว และเจ้าหน้าที่ก็รู้มานานแล้วด้วย แต่ทำอะไรมันไม่ได้ ซึ่ง ปปง.ที่ลงมาตรวจสอบข้อมูลการเงินในพื้นที่ก็ได้ข้อมูลมาจาก ป.ป.ส. โดยอาศัยเงื่อนไขในการเข้ามาตรวจสอบเส้นทางการเงินบริจาค แต่แท้จริงแล้วมาตรวจสอบเรื่องของขนมนรก หรือยาเสพติด

อย่างที่บอกตั้งแต่แรกแล้วว่า ไอ้คำ มันรวยได้เพราะมันขายขนมนรก มันมาจากแรงศรัทธากันที่ไหน มันมาจากการขายขนมนรก

ความที่มันมาแตก เป็นเรื่องราวขึ้นมาทำให้มันซวย ก็เพราะความที่มันอยากมีอยากโชว์ของมันนั่นแหละ ประกอบกับความเป็นเด็กบ้านนอกคอกนาของมันที่ไม่เคยมีเงินมากๆ พอมันมีเงินมากๆ ก็อยากแอ็กชัน อวดโน่นอวดนี่ เรื่องมันจึงแตกออกมา

ผมขอฟันธงว่า มันไม่กลับมาแน่นอน ไอ้คำ

อย่างไรก็ตาม ต้องรอดูว่า วันนี้ (12 ก.ค.) ซึ่งเป็นวันที่ทุกฝ่ายขีดเส้นตายของ “เณรคำ” บทสรุปจะเป็นอย่างไร ทั้งคณะสงฆ์จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเรียกให้พระวิรพล มารายงานตัว รวมทั้งเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ

นอกจากนี้ ดีเอสไอก็จะบุกค้นรังเณรคำในจังหวัดอุบลราชธานีอีกหลายจุดด้วย

กรณีของสมีนรกเณรคำนี้ ผมก็ยังเชื่อว่า คงไม่เหมือนคดีสมียันตระ นอกจากนั้นแล้ว คดียาเสพติดกับคดีละเมิดผู้เยาว์ หรือข่มขืนเด็กนั้น ทางอเมริกาเขาไม่เก็บไว้หรอก

ดคียาเสพติดนั้น ขนาดอยู่ต่างประเทศ อเมริกายังส่งกองทัพไปถล่มมาแล้ว  สมีนรกเณรคำ มันต้องหนีออกจากอเมริกาแน่ๆ


อาจจะไปอยู่โคลัมเบียเลยก็ได้ เพราะ มีพวกค้ายาระดับโลกอยู่ ใหญ่พอๆ กับรัฐบาลโคลัมเบียเองเลยทีเดียว